นโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี

บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันชีวิตที่ถือกำเนิดโดยขบวนการสหกรณ์ไทยที่มีผู้ถือหุ้นเป็นสหกรณ์ประเภทต่างๆ ทั้ง 7 ประเภท ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้าค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ร่วมกัน (Synergy ) ถือหุ้นดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตเป็นธุรกิจของขบวนการสหกรณ์เพื่อสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และปวงชนที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ เสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตให้กับสมาชิก บุคคลในครอบครัว และประชาชนทั่วไปให้กินอิ่ม นอนอุ่น มีออม อันจะส่งผลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง


ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท คณะกรรมการตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ หรือ Corporate Governance (CG) ด้วยเชื่อว่าการบริหารงานที่ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถสร้างพลังร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขีดความสามารถ (Ability) มีความมุ่งมั่นในการประกอบธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) มีความพร้อมรับผิดต่อผลการบริหารที่เกิดขึ้น (Accountability) มีการปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย (Legal Framework) มีคุณธรรมกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง (Integrity) มีความยุติธรรม เที่ยงตรง (Fairness) และมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Effectiveness and Efficiency) มุ่งสร้างคุณค่าให้กิจการเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จที่จะนำมาสู่ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน


เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้เอาประกันภัยและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในเชิงธุรกิจตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลงภายใต้ปัจจัยต่างๆ ได้ โดยคำนึงถึงจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรอย่างยั่งยืน คณะกรรมการจึงได้อนุมัตินโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท เพื่อเป็นหลักปฏิบัติให้คณะกรรมการ และพนักงานทุกคนยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีการดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐานในระดับสากล และถูกต้องตามหลักกฎหมาย รวมถึงเป็นไปตามแนวปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจอย่างเคร่งครัด

 

 

หลักปฏิบัติ 1

ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการในฐานะผู้นำองค์กรที่สร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน
(Establish Clear Leadership Role and Responsibilities of the Board)

หลักปฏิบัติ 2

การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการที่เป็นไปเพื่อความยั่งยืน
(Define Objectives that Promote Sustainable Value Creation)

หลักปฏิบัติ 3

เสริมสร้างคณะกรรมการที่มีประสิทธิผล
(Strengthen Board Effectiveness)

หลักปฏิบัติ 4

สรรหาและพัฒนาผู้บริหารระดับสูงและการบริหารบุคลากร
(Ensure EffectiveCEO and People Management)

หลักปฏิบัติ 5

ส่งเสริมนวัตกรรมและการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
(NurtureInnovation and Responsible Business)

หลักปฏิบัติ 6

ดูแลให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสม
(Strengthen Effective Risk Management and Internal Control)

หลักปฏิบัติ 7

รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูล
(Ensure Disclosure and Financial Integrity)

หลักปฏิบัติ 8

สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้ถือหุ้น
(Ensure Engagement and Communication with Shareholders)


หลักปฏิบัติที่ 1 ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการในฐานะผู้นำองค์กร ที่สร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน(Establish ClearLeadership Roleand Responsibilitiesof the Board)ประกอบด้วย 4 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 1.1 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่มีต่อการสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน

คณะกรรมการเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการให้มีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้บริษัทมีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจะมีหน้าที่ดังนี้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของบริษัท
  2. กำหนดกลยุทธ์ นโยบายการดำเนินงาน ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ ตลอดจนให้ความสำคัญในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  3. ติดตาม ประเมินผล และทบทวนกลยุทธ์ นโยบายการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนติดตามการรายงานผลการดำเนินงาน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียทุกคน

หลักปฏิบัติที่ 1.2 หน้าที่ของคณะกรรมการในการกำกับดูแล และสร้างคุณค่าให้แก่
กิจการอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

คณะกรรมการควรกำกับดูแลกิจการให้นำไปสู่ผล (Governanceoutcome)ดังต่อไปนี้

  1. สามารถแข่งขันได้และมีผลประกอบการที่ดีโดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว(Competitivenessand Performance withlong-termperspective)ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ นอกจากคณะกรรมการจะให้ความสำคัญต่อผลประกอบการทางการเงินแล้ว คณะกรรมการยังยึดมั่นในกรอบการแข่งขันที่เป็นไปตามกฎกติกา และจริยธรรมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายในหลักของความโปร่งใส และเป็นธรรม
  2. ประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิและมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย (Ethicaland Responsible business) คณะกรรมการให้ความสำคัญในการกำกับดูแลให้กรรมการดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะผู้นำ และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและขับเคลื่อนวัฒนธรรมในองค์กร โดยยึดหลักการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ให้ความเคารพต่อสิทธิ ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงยึดหลักปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการสร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน
  3. เป็นประโยชน์ต่อสังคม และพัฒนาหรือลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม (Good CorporateCitizenship)เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปโดยไม่มีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม คณะกรรมการจึงจัดให้มีนโยบายจริยธรรมทางธุรกิจเพื่อใช้เป็นหลักในการปฏิบัติสำหรับกรรมการผู้บริหาร และพนักงานโดยแจ้งให้รับทราบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
  4. สามารถปรับตัวได้ภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง (Corporate Resilience) เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถปรับตัวได้ตามปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง คณะกรรมการจึงได้มีการกำกับดูแลสื่อสารให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนเข้าใจ และการเตรียมความพร้อมของการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น และมีการติดตามผลการปฏิบัติ และทบทวนนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

หลักปฏิบัติที่ 1.3 หน้าที่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการ

คณะกรรมการต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และจัดสรรเวลาในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอโดยมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจภายใต้กรอบและแนวทางของหลักการตัดสินใจทางธุรกิจ(Business Judgment Rule) รวมทั้งคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ขององค์กร ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งยังต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักการดูแลทรัพย์สินของบริษัท (Fiduciary Duties) ในการกำกับดูแลการบริหารงานของบริษัท ดังนี้

  1. Duty of Care ซึ่งกำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและระมัดระวังในการบริหารจัดการกิจการต่าง ๆ ของบริษัท
  2. Duty of Loyaltyซึ่งกำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและต้องไม่ยอมให้ผลประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนผลประโยชน์ของบริษัท
  3. Duty of Obedience ซึ่งกำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท มติคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตลอดจนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
  4. Duty of Disclosureซึ่งกำหนดให้กรรมการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง เพียงพอ โปร่งใส และตรงตามเวลา

หลักปฏิบัติที่ 1.4 ขอบเขตความรับผิดชอบ และการมอบหมายงาน

คณะกรรมการเข้าใจขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองเป็นผู้กำหนดขอบเขตการมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบให้กรรมการผู้จัดการและฝ่ายจัดการ ตลอดจนติดตามดูแลให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

หลักปฏิบัติที่ 2 กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการที่เป็นไปเพื่อความยั่งยืน(Define Objectives that Promote Sustainable Value Creation) ประกอบด้วย2 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติ 2.1 กำหนดหรือดูแลให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการ (Objectives) เป็นไปเพื่อความยั่งยืน โดยเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สอดคล้องกับการสร้างคุณค่าให้ทั้งกิจการ ลูกค้า ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม

คณะกรรมการกำหนดให้บริษัทมีเป้าหมายขององค์กรในการดำเนินงานให้กิจการมีความมั่นคงเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของลูกค้า พัฒนาและทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลักโดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใสร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อเป็นองค์กรนำด้านธุรกิจประกันชีวิตของสหกรณ์เพื่อสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และปวงชนในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอันนำมาสู่ความยั่งยืนของกิจการ

หลักปฏิบัติที่ 2.2 กำกับดูแลให้มั่นใจว่า วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ตลอดจนกลยุทธ์ของกิจการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

คณะกรรมการกำกับดูแลให้มีการกำหนดเป้าหมายที่ดำเนินการด้วยความมั่นคง เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของลูกค้ามาโดยตลอดและรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อเป้าหมายสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจด้วยการพัฒนาด้านกระบวนการทำงาน ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายในการทำงานตลอดจนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถสนับสนุนงานด้านการขาย และการบริการต่างๆ ให้กับสมาชิกสหกรณ์ สหกรณ์ ตัวแทน นายหน้า ธนาคารและกลุ่มลูกค้าทั่วไปได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้ลูกค้าได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทได้ง่ายและครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการออกกรมธรรม์ประกันภัย การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย และการชดใช้เงิน หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560

หลักปฏิบัติที่ 3 เสริมสร้างคณะกรรมการที่มีประสิทธิผล (Strengthen Board Effectiveness)ประกอบด้วย 8 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 3.1 ความรับผิดชอบในการกำหนดและทบทวนโครงสร้างของคณะกรรมการให้มีความเหมาะสม เพื่อนำพาองค์กรไปสู่วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

  1. บริษัทต้องกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการ องค์ประกอบ และจำนวนกรรมการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงลักษณะ ขนาด ความซับซ้อนของบริษัท มีการถ่วงดุลอำนาจและความสามารถของกรรมการในการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยประกันชีวิตและตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนกำหนด
  2. คณะกรรมการต้องมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่เพียงพอ เข้าใจถึงคุณสมบัติหน้าที่ ความรับผิดชอบของตน และมีประสบการณ์หรือทักษะที่หลากหลายเหมาะสมกับลักษณะขนาดความซับซ้อน และความเสี่ยงของบริษัท ทั้งนี้บริษัทควรมีกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถในการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต
  3. คณะกรรมการที่เป็นผู้บริหารมีจำนวนไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดและมีกรรมการอิสระจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
  4. บริษัทจัดให้มีการเปิดเผยนโยบายในการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการที่มีความหลากหลาย และข้อมูลกรรมการ อาทิ อายุ เพศ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ สัดส่วนการถือหุ้น จำนวนปีที่ดำรงตำแหน่งกรรมการไว้ในรายงานประจำปี และบนเว็บไซต์ของบริษัท

หลักปฏิบัติที่ 3.2 การพิจารณาเลือกประธานกรรมการ และการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบที่เป็นอิสระกับกรรมการผู้จัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ

1. ประธานคณะกรรมการต้องเป็นกรรมการอิสระหรือกรรมการที่ไม่เป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหารเว้นแต่ได้รับความเห็นชอบเป็นรายกรณีจากสำนักงานกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในการแก้ไขปัญหาตามช่วงระยะเวลาที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ.

2. ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบแยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้คนใดคนหนึ่งมีอำนาจโดยไม่จำกัด ดังนี้

  • บทบาทหน้าที่ของประธานกรรมการในฐานะผู้นำของคณะกรรมการ
    1. เป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    2. เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ
    3. เป็นผู้ลงคะแนนเสียงชี้ขาดในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน
    4. เป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการและกำหนดวาระการประชุมคณะกรรมการโดยหารือกับกรรมการผู้จัดการ และมีมาตรการที่ดูแลเรื่องสำคัญได้ถูกบรรจุเป็นวาระการประชุม
    5. กำกับ ติดตาม ดูแลให้มั่นใจได้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักขององค์กร
    6. หารือร่วมกับกรรมการผู้จัดการในการกำหนดวาระการประชุมคณะกรรมการและมีมาตรการในการกำกับดูแลให้เรื่องสำคัญได้ถูกบรรจุเป็นวาระการประชุม
    7. ดูแลให้มั่นใจว่ากรรมการทุกคนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีจริยธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดี
    8. จัดสรรเวลาไว้อย่างเพียงพอ ที่ฝ่ายจัดการจะเสนอเรื่องและมากพอที่กรรมการจะอภิปรายประเด็นสำคัญอย่างรอบคอบ ส่งเสริมให้กรรมการมีการใช้ดุลยพินิจที่รอบคอบให้ความเห็นได้อย่างอิสระ
    9. เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรรมการที่เป็นผู้บริหารและกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ
  • บทบาทหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการ
    1. กรรมการผู้จัดการรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการ
    2. มีอำนาจในการบริหารงาน ควบคุม อนุมัติและรับผิดชอบการดำเนินงานตามที่ได้กำหนดไว้ตามข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และมติที่ประชุมของบริษัท รวมทั้งแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจการบริหารงบประมาณ การปฏิบัติงาน การลงทุน และการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อปลดเปลื้องภาระของบริษัท
    3. มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับปฏิบัติการชุดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของลักษณะการดำเนินธุรกิจ
    4. มีอำนาจในการอนุมัติและจัดการค่าใช้จ่ายในจำนวนเงินที่กำหนดไว้ไม่เกินอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการ ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตน ในกรณีที่ตนอาจมีส่วนได้เสีย หรือผลประโยชน์ขัดแย้งอื่นใดกับบริษัท
    5. ในกรณีที่กรรมการผู้จัดการได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนตนเอง ขอบเขตการมอบอำนาจของบุคคลดังกล่าวจะต้องไม่รวมถึงการอนุมัติให้ทำรายการที่ผู้รับมอบอำนาจอาจมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งอื่นใดกับบริษัท
  • บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ
    คณะกรรมการมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารงานตามข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และมติที่ประชุมของบริษัท โดยกำหนดกรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี กลยุทธ์และนโยบายที่สำคัญ ดูแลให้บริษัทมีกลไกในการควบคุม กำกับที่มีประสิทธิผล และติดตามดูแลการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม โปร่งใส รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสร้างคุณค่าให้บริษัทอย่างเหมาะสมในระยะยาว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  1. กำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ของบริษัทโดยทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ที่บริษัทต้องกำหนดต้องประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

    1.1 กำหนดทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในภาพรวมของบริษัท รวมทั้งพิจารณาอนุมัตินโยบายและกลยุทธ์ในการดำเนินงานของบริษัท โดยกำกับดูแลให้บริษัทคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและหลีกเลี่ยงการรับความเสี่ยงที่เกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    1.2 กำกับดูแลให้บริษัทมีนโยบายการดูแลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of interest)เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และการไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัท

    1.3 กำกับดูแลให้บริษัทมีนโยบายและกระบวนการแจ้งเบาะแสภายในองค์กร(Whistleblowing policy and procedure) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการสอดส่องดูแลและรายงานการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย ขัดต่อนโยบาย ระเบียบ กระบวนการภายใน และจรรยาบรรณทางธุรกิจ

    1.4 กำกับดูแลให้บริษัทมีการกำหนดนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยอย่างน้อยต้องครอบคลุมถึงกรรมการ ผู้บริหาร บุคลากรหลักในหน่วยงานควบคุม และพนักงานในหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญ (Major risk-taking staff) อย่างเหมาะสม สะท้อนวัตถุประสงค์และความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานโดยคำนึงถึงความมั่นคงในระยะยาวของบริษัท รวมถึงไม่สร้างแรงจูงใจในการทำธุรกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไปจนกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทและผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย

    1.5 กำหนดให้บริษัทมีบทบัญญัติเกี่ยวกับจรรยาบรรณและจริยธรรมทางธุรกิจ จริยธรรมกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน เพื่อยึดถือเป็นแนวปฎิบัติภายในบริษัท

  2. กำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ของบริษัทโดยทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ที่บริษัทต้องกำหนดต้องประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

    2.1 กำหนดโครงสร้างบริษัทให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ในการกำกับดูแลและการบริหารจัดการและกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรหลักในหน่วยงานควบคุมต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้มีการกำกับดูแลการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

    2.2 กำกับดูแลให้บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในตามที่กฎหมายกำหนดเหมาะสมกับลักษณะ ขนาด และความซับซ้อนของบริษัท โดยคณะกรรมการต้องดูแลให้บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสามารถรองรับความเสี่ยงที่สำคัญ และควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งกำกับดูแลให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพ

    2.3 พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือดำเนินการใดอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ภายใต้ขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ดังนี้คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงคณะกรรมการลงทุน คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกำกับดูแลการตลาดประกันชีวิตคณะกรรมการกำกับผลิตภัณฑ์ โดยอาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยอื่นๆตามความจำเป็นและเหมาะสมรวมถึงพิจารณาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชุดย่อย

    2.4 กำกับดูแลการสอบบัญชีของบริษัท โดยครอบคลุมถึงเรื่อง ดังต่อไปนี้
          • พิจารณาแต่งตั้ง และถอดถอนบุคคลที่มีความเป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทและกำหนดค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
          • กำหนดให้ผู้สอบบัญชีจัดทำรายงาน (Management letter) และข้อคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเสนอต่อคณะกรรมการ
          • จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการหรือคณะกรรมการตรวจสอบ และผู้สอบบัญชีของบริษัทเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยไม่มีผู้บริหารเข้าร่วมประชุมด้วยทั้งนี้ ในกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีต้องพิจารณาผู้สอบบัญชีที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิต การประเมินมูลค่าสำรองประกันภัย และการดำเนินธุรกิจประกันภัยเป็นอย่างน้อย และควรเป็นผู้สอบบัญชีตามรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญ

    2.5 กำกับดูแลให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคณะกรรมการยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ อาจกำหนดให้การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นในรูปแบบของกรรมการองค์รวมทั้งคณะ หรือกรรมการเป็นรายบุคคลก็ได้
    2.6 กำกับดูแลให้บริษัทมีการเปิดเผยข้อมูลด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีต่อสาธารณะ
    2.7 กำกับดูแลให้บริษัทมีกระบวนการจัดทำรายงานทางการเงินที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ และเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่างๆ อย่างถูกต้อง เพียงพอ ทันเวลา ต่อสาธารณะและหน่วยงานกำกับตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

3. ติดตามกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้

    3.1 กำกับดูแลให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท
    3.2 กำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของผู้บริหารให้เป็นไปตามกลยุทธ์และนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
    3.3 กำกับดูแลให้บริษัทมีเงินกองทุนที่มั่นคงและเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต และติดตามฐานะเงินกองทุนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีกระบวนการหรือเครื่องมือที่ใช้ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่มั่นคง
    3.4 กำกับดูแลให้ผู้บริหารรายงานเรื่องที่สำคัญของบริษัท และมีกระบวนการในการรายงานข้อมูล เพื่อให้คณะกรรมการได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะปฏิบัติตามอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบได้อย่างสมบูรณ์
    3.5 กำกับดูแลให้บริษัทมีการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรมโดยมีการกำหนดขั้นตอนหรือกระบวนการในการเสนอขายและชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตอย่างชัดเจน ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือใช้ประโยชน์จากความเข้าใจผิดของลูกค้า

2.4 คณะกรรมการอิสระของบริษัทต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

    1. ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ทั้งนี้ให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้นๆ ด้วย
    2. ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหารลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้เงินเดือนประจำหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนวันที่เข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีที่กรรมการอิสระเคยเป็นข้าราชการ หรือที่ปรึกษาของส่วนราชการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือของส่วนราชการที่มีอำนาจควบคุมบริษัท
    3. ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมายในลักษณะที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรรวมทั้งคู่สมรสของบุตรของกรรมการรายอื่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท
    4. ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทในลักษณะที่อาจเป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระของตนรวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทเว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนวันที่เข้ารับตำแหน่งทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงการทำรายการทางการค้าที่กระทำเป็นปกติเพื่อประกอบกิจการการเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการหรือการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงินด้วยการกู้หรือให้กู้ยืม ค้ำประกัน การให้สินทรัพย์เป็นหลักประกันหนี้สิน รวมถึงพฤติการณ์อื่นใดทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นผลให้บริษัทหรือคู่สัญญามีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่ออีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่ร้อยละ 3 ของสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัทหรือตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไปแล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า
    5. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทและไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของสำนักงานสอบบัญชี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของบริษัทหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทสังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนวันที่เข้ารับตำแหน่ง
    6. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพใดๆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย หรือที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งได้รับค่าบริการเกินกว่า 2 ล้านบาทต่อปีจากบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุมหรือหุ้นส่วนของผู้ให้บริการทางวิชาชีพนั้นด้วย เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนวันที่เข้ารับตำแหน่ง
    7 ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่
    8. ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของบริษัท หรือบริษัทย่อย หรือไม่เป็นหุ้นส่วนที่มีนัยในห้างหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษา ที่รับเงินเดือนประจำหรือถือหุ้นเกินร้อยละ 1 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของนิติบุคคลอื่นซึ่งประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของบริษัทหรือบริษัทย่อย
    9. ไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระแล้ว กรรมการอิสระอาจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการให้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทโดยมีการตัดสินใจในรูปแบบขององค์คณะได้

2.5 บทบาทหน้าที่ของกรรมการ

    1. ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิต กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และมติที่ประชุมของบริษัท
    2. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวัง คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัท และผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ ต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่กรรมการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท รวมทั้งปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท มติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    3. เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการประชุม ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอย่างเต็มความสามารถ รวมถึงเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
    4. ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ สมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ในกรณีการประชุมคณะกรรมการซึ่งมีวาระที่กรรมการคนใดมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการทราบและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจหรือลงมติในการประชุมวาระนั้น

2.6 หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหาร
ผู้บริหาร มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินงานตามกลยุทธ์และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดเพื่อให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ดังต่อไปนี้

    1. นำกลยุทธ์และนโยบายในการดำเนินธุรกิจที่คณะกรรมการกำหนดไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการสร้างมูลค่าในระยะยาวและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท
    2. ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการให้บริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยง มีระบบการควบคุมภายในอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง และมีการปฏิบัติต่อผู้เอาประกันภัยอย่างเป็นธรรม
    3. มีการรายงานข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัท ระดับความเสี่ยงของบริษัทและผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารต่อคณะกรรมการอย่างถูกต้อง เพียงพอ และทันเวลา เพื่อให้คณะกรรมการสามารถกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. กำหนดโครงสร้างสายการบังคับบัญชาหรือสายการรายงานที่เหมาะสม รวมถึงการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานภายใต้สายการบังคับบัญชานั้นอย่างชัดเจนให้เอื้อต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง และการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
    5. ส่งเสริมให้บริษัทมีวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง ดูแลและควบคุมความเสี่ยงของบริษัทให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้(Risk appetite)ตามที่คณะกรรมการกำหนดรวมทั้งสื่อสารให้พนักงานทุกคนในบริษัทเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัท
    6. จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารเป็นประจำทุกปี โดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่คณะกรรมการกำหนดไว้ และรายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการ
    7. ต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเต็มเวลาที่องค์กรอื่น เว้นแต่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาที่องค์กรอื่นนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้บริษัท

หลักปฏิบัติที่ 3.3 กำกับดูแลให้การสรรหาและคัดเลือกกรรมการมีความโปร่งใส และชัดเจน เพื่อให้ได้คณะกรรมการที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามที่กำหนดได้

  1. คณะกรรมการมีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งหรืออนุมัติ บุคคลที่มีความเหมาะสม เพื่อเป็นกรรมการจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นกรรมการ อิสระทั้งคณะ ทำหน้าที่ในการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยมีกระบวนการที่โปร่งใส และชัดเจน เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสอดคล้องกับองค์ประกอบที่กำหนด และนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแต่งตั้งหรืออนุมัติ
  2. คณะกรรมการสรรหา ได้มีการจัดประชุมเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อให้ได้กรรมการที่มีคุณสมบัติที่จะทำให้คณะกรรมการมีองค์ประกอบที่เหมาะสม และ พิจารณาประวัติของบุคคลที่ทำการสรรหา และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้แต่งตั้งเป็นกรรมการต่อไป
  3. คณะกรรมการสรรหาได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการ เพื่อเสนอแนะต่อคณะกรรมการก่อนที่จะมีการสรรหากรรมการที่ครบวาระ และได้คำนึงถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการรายเดิมที่ได้เสนอให้ต่อวาระ

หลักปฏิบัติที่ 3.4 การพิจารณาค่าตอบแทนของคณะกรรมการ

  1. คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนมีหน้าที่ในการพิจารณาค่าตอบแทนคณะกรรมการให้มีโครงสร้างและอัตราค่าตอบแทนที่มีความเหมาะสมกับสภาวะประเภทธุรกิจเดียวกันและเหมาะสมกับความรับผิดชอบเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คณะกรรมการนำพาองค์กรให้ดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว
  2. คณะกรรมการได้จัดตั้งให้มีคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาค่าตอบแทนในเบื้องต้น และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ หรือขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยค่าตอบแทนจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับประเภทธุรกิจเดียวกัน และจะคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และเพียงพอที่จะรักษากรรมการที่มีคุณสมบัติที่ต้องการไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทด้วย
  3. คณะกรรมการจะเป็นผู้อนุมัติอัตราค่าตอบแทนกรรมการ ทั้งรูปแบบที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน โดยพิจารณาค่าตอบแต่ละรูปแบบให้มีความเหมาะสมทั้งค่าตอบแทนในอัตราคงที่และค่าตอบแทนตามผลดำเนินงานของบริษัท
  4. คณะกรรมการได้มีการเปิดเผยหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการที่สะท้อนถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการแต่ละคน รวมทั้งรูปแบบและจำนวนค่าตอบแทนด้วย

หลักปฏิบัติที่ 3.5 การควบคุมและดูแลความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และการจัดสรรเวลาของกรรมการที่เหมาะสมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัท และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน

  1. คณะกรรมการสนับสนุนและส่งเสริมให้คณะกรรมการเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง
  2. คณะกรรมการจัดให้มีการรายงานการดำรงตำแหน่งอื่นของกรรมการและเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีให้เป็นที่รับทราบ
  3. คณะกรรมการได้กำหนดให้มีมาตรการควบคุมดูแลการใช้ข้อมูลภายในเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อมิให้ผู้บริหารและพนักงานนำข้อมูลภายในไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือผู้อื่นในทางมิชอบก่อนที่ข้อมูลนั้นจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน
  4. กรรมการแต่ละคนเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนการประชุมคณะกรรมการของบริษัททั้งหมดที่ได้จัดให้มีขึ้นในรอบปี

หลักปฏิบัติที่ 3.6 จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งแบบรายคณะและแบบรายบุคคล เพื่อนำผลการประเมินไปพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

คณะกรรมการจัดให้มีการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งคณะและ รายบุคคลประจำทุกปีโดยใช้วิธีประเมินด้วยตนเอง เพื่อให้มีการพิจารณาทบทวน ประมวลข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ซึ่งผลการประเมินของคณะกรรมการจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาความเหมาะสมขององค์ประกอบคณะกรรมการ

หลักปฏิบัติที่ 3.7 ส่งเสริมให้กรรมการมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้กรรมการได้รับการเสริมสร้างทักษะ และความรู้สำหรับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ

กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการใหม่ บริษัทได้จัดให้มีเอกสารและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการใหม่ ตลอดจนกฎระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ และให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่

หลักปฏิบัติที่ 3.8 ควบคุมดูแลการดำเนินงานของคณะกรรมการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและแต่งตั้งเลขานุการสำนักงานคณะกรรมการ เพื่อเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของคณะกรรมการ

  1. คณะกรรมการกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี และได้ส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบวาระการประชุมก่อนการประชุมล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน กรณีที่กรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ให้แจ้งสาเหตุให้เลขานุการสำนักงานคณะกรรมการทราบก่อนการประชุมในครั้งนั้นๆ และเลขานุการสำนักงานคณะกรรมการจะต้องแจ้งผลการประชุมให้กรรมการที่ไม่ได้เข้าประชุมได้รับทราบ
  2. คณะกรรมการสนับสนุนให้กรรมการผู้จัดการเชิญผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมในฐานะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโดยตรง และเพื่อเป็นโอกาสในการพิจารณาแผนการสืบทอดตำแหน่ง
  3. คณะกรรมการสามารถเข้าถึงสารสนเทศที่สำคัญและข้อมูลที่จำเป็นได้จากกรรมการผู้จัดการ เลขานุการสำนักงานคณะกรรมการ และผู้บริหารที่ได้รับมอบหมาย
  4. คณะกรรมการได้แต่งตั้งเลขานุการสำนักงานคณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ประสบการณ์ที่จำเป็น และเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คณะกรรมการต้องทราบเพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ
  5. เลขานุการสำนักงานคณะกรรมการ ได้รับการสนับสนุนให้มีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่

หลักปฏิบัติที่ 4 สรรหาและพัฒนาผู้บริหารระดับสูงและการบริหารบุคลากร (Ensure Effective CEO and People Management)ประกอบด้วย 4 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 4.1 การดำเนินการสรรหาพัฒนากรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารระดับสูงที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย

  1. บริษัทได้จัดทำแนวทางแผนการสืบทอดตำแหน่ง(Succession Plan) เพื่อให้นโยบายการบริหารจัดการมีความต่อเนื่องในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และพนักงานในตำแหน่งสำคัญรับทราบว่าตนมีหน้าที่ต้องส่งแผนการโอนงานตามกรอบเวลาที่บริษัทกำหนด ซึ่งประกอบด้วยกระบวนและขั้นตอนการทำงาน รายละเอียดของงานที่ค้าง วิธีการ ติดต่อสื่อสารเพื่อขอข้อมูลในงานรับโอน โดยแจ้งให้บริษัทรับทราบ เมื่อตนเองจะพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้บริษัทมีระบบการคัดสรรบุคลากรที่จะเข้ามารับผิดชอบในตำแหน่งงานที่สำคัญทุกระดับอย่างเหมาะสมและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น ตลอดจนพนักงานว่าการดำเนินงานของบริษัทจะได้รับการสานต่ออย่างทันท่วงที
  2. คณะกรรมการมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารระดับสูงได้รับการอบรมและพัฒนา เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน

หลักปฏิบัติที่ 4.2 การกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทน และการประเมินผลที่เหมาะสมกับบุคลากรในองค์กร

  1. คณะกรรมการได้กำหนดโครงสร้างค่าตอบแทนที่เป็นเครื่องจูงใจให้กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูง และบุคลากรทุกระดับในองค์กรเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายหลักขององค์กร และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของกิจการในระยะยาว ซึ่งรวมถึง
    • การพิจารณาความเหมาะสมของสัดส่วนค่าตอบแทนรายเดือน และโบนัส
    • การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับค่าตอบแทน คณะกรรมการจะคำนึงถึงปัจจัยค่าตอบแทนในระดับที่ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมเดียวกัน ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานของบริษัท
    • การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมินผล และรับทราบโดยทั่ว
  2. คณะกรรมการเป็นผู้มีบทบาทเกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนและการประเมินผลงานของกรรมการผู้จัดการในเรื่องดังนี้
    • เห็นชอบในหลักเกณฑ์การประเมินกรรมการผู้จัดการโดยเกณฑ์การประเมินผลงานเป็นที่น่าพอใจต่อการบริหารงาน โดยสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย กลยุทธ์ และผลประโยชน์ของกิจการในระยะยาว
    • มีการประเมินผลกรรมการผู้จัดการเป็นประจำทุกปี
    • อนุมัติค่าตอบแทนประจำปีของกรรมการผู้จัดการโดยพิจารณาจากผลการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ และปัจจัยอื่นประกอบควบคู่กันไป
  3. คณะกรรมการเป็นผู้ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และปัจจัยในการประเมินผลงาน และอนุมัติค่าตอบแทนของกรรมการผู้จัดการ

หลักปฏิบัติที่ 4.3 สร้างความเข้าใจในโครงสร้าง และความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้นที่อาจจะมีผลกระทบต่อการบริหารและการดำเนินงานของกิจการ

คณะกรรมการเข้าใจในโครงสร้างและความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้นไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ และควบคุมดูแลให้มีการเปิดเผย ข้อมูลตามข้อตกลงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการควบคุมกิจการ

หลักปฏิบัติที่ 4.4 ติดตามและดูแลการบริหารและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะประสบการณ์และแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร

คณะกรรมการได้ให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญของบริษัท โดยสนับสนุนให้มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนทิศทาง กลยุทธ์ขององค์กร และสภาพการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อจะได้นำความรู้ความสามารถมาพัฒนาตนเอง และองค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อดูแลให้พนักงานมีการออมเงินอย่างเพียงพอสำหรับรองรับการเกษียณ พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเงิน

หลักปฏิบัติที่ 5 การส่งเสริมนวัตกรรมและการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Nurture Innovation and Responsible Business) ประกอบด้วย 3 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 5.1 การให้ความสำคัญและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าแก่ธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณประโยชน์ต่อลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพและมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม พัฒนาศักยภาพด้านระบบการบริการ และมีการขยายช่องทางการขายเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าและคู่ค้าอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่รวดเร็ว ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อลูกค้าและบุคคลอื่นๆเป็นหลักโดยให้ความสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทมีการคุ้มครองความปลอดภัยของระบบข้อมูลด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศของลูกค้า และผลิตภัณฑ์ที่ไม่สนับสนุนการกระทำผิดต่อกฎหมาย หรือขาดจริยธรรม

หลักปฏิบัติที่ 5.2 ฝ่ายจัดการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและสะท้อนอยู่ในแผนดำเนินการ (Operational plan)

คณะกรรมการติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกส่วนงานในองค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมายหลักที่เป็นไปด้วย ความยั่งยืน และสะท้อนอยู่ในแผนดำเนินการ (Operation Plan)เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกฝ่ายขององค์กรได้ดำเนินการสองคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายหลัก และแผนกลยุทธ์ (Strategies)ของกิจการ

  1. คณะกรรมการตระหนักและเคารพในสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายโดยคำนึงถึงสิทธิตามกฎหมาย หรือข้อตกลงที่มีกับบริษัท เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิทธิดังกล่าว ได้รับการคุ้มครองและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน จึงได้กำหนดนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ตลอดจนคำนึงถึงชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อต้านการทุจริต การคอร์รัปชัน ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน
  2. คณะกรรมการสนับสนุนให้จัดทำรายงานความรับผิดชอบทางสังคม โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำปี
  3. คณะกรรมการดำเนินการให้มีช่องทางและขั้นตอนที่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสามารถรายงานหรือร้องเรียนในเรื่องที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ความถูกต้องของรายงานทางการเงินหรือเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
  4. คณะกรรมการได้กำหนดนโยบาย หรือแนวทางในการปกป้องคุ้มครองพนักงาน หรือผู้แจ้งเบาะแสในเรื่องที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท หรือเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยบริษัทได้กำหนดไว้ในจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจและจรรยาบรรณกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน

หลักปฏิบัติที่ 5.3 จัดให้มีการกำกับดูแลและการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศระดับองค์กร รวมทั้งดูแล ให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและพัฒนาการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง เพื่อให้กิจการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการ

  1. คณะกรรมการจัดให้มีคณะทำงานและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ สนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนา การออกแบบและเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสารสนเทศของบริษัททั้งหมด โดยคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของบริษัท มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงระบบงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนำเสนอระบบงานเทคโนโลยีและสารสนเทศใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเพิ่มโอกาสของบริษัท โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขันทางธุรกิจและสภาวะทางเศรษฐกิจ
  2. คณะกรรมการจัดให้มีการบริหารความเสี่ยงขององค์กรครอบคลุมถึงการบริหารและจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยให้คณะทำงานด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ จัดทำรายงานความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำ
  3. คณะกรรมการจัดให้มีนโยบายความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อใช้เป็นมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศในการใช้ข้อมูลข่าวสารขององค์กรในการรักษาความลับ รักษาความน่าเชื่อถือและความพร้อมใช้ของข้อมูล รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบหรือมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลักปฏิบัติที่ 6 ดูแลให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสม (Strengthen Effective Risk Management and Internal Control)ประกอบด้วย 2 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 6.1 บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิผล และมีการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการกำกับดูแลให้บริษัทมีการระบุความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อบริษัท ทั้งการประเมินความเสี่ยง ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง และมีวิธีจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม ตลอดจนการติดตามและทบทบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของบริษัทที่กำหนดไว้เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการและให้ทุกหน่วยงานทำการทบทวนประเมินความเสี่ยง และดัชนีชี้วัดความเสี่ยงของตนเองปีละ 1 ครั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อรวบรวมและสรุปรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการ

หลักปฏิบัติที่ 6.2 จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ

คณะกรรมการได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่ประกอบด้วย กรรมการอิสระไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการตรวจสอบทั้งหมด กรรมการอิสระท่านหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการทําหน้าที่ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามข้อบังคับ คณะกรรมการตรวจสอบต้องมีคุณสมบัติและหน้าที่ความรับผิดชอบครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้กําหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตามแนวปฏิบัติของหลักการกํากับดูแลกิจการที่ดี ตามประกาศของสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับ การจ่ายการตรวจสอบ และการควบคุมภายในของบริษัทประกันชีวิต พ.ศ.2557

หลักปฏิบัติที่ 7 รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูล (Ensure Disclosure and Financial Integrity) ประกอบด้วย 5 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 7.1 คณะกรรมการดูแลและรับผิดชอบให้การจัดทำรายงานทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ถูกต้อง เพียงพอ ทันเวลา และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ มาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

  1. คณะกรรมการ ดูแลให้มีบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์ที่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และมีจำนวนที่เพียงพอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลในการให้ความเห็นชอบ การเปิดเผยข้อมูล คณะกรรมการคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
    • ผลการประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน
    • ความเห็นของผู้สอบบัญชีในรายงานทางการเงินและข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับระบบควบคุมภายใน
    • ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ
    • ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายหลัก กลยุทธ์ และนโยบายของบริษัท
  2. คณะกรรมการดูแลให้การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งรวมถึงงบการเงินรายงานประจำปีที่สะท้อนฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีคำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายการจัดการ (Management Discussion and Analysis หรือ MD&A) เพื่อประกอบการเปิดเผยงบการเงิน

หลักปฏิบัติที่ 7.2 การติดตามดูแลความเพียงพอของสภาพคล่องทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้

คณะกรรมการดูแลให้ฝ่ายจัดการติดตามและประเมินฐานะทางการเงินของกิจการ และรายงานต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขอย่างรวดเร็วหากมีสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน โดยยึดกรอบระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเงิน (Early Warning System) การดํารงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่เพียงพอในการรองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจตามเกณฑ์ที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กําหนด และใช้เป็นมาตรการสําคัญในการกํากับดูแลธุรกิจขององค์กร เพื่อให้การประกอบธุรกิจดําเนินไปอย่างมั่นคง และมีประสิทธิภาพ

หลักปฏิบัติที่ 7.3 การจัดทำแผน และกลไกในการแก้ไขปัญหาทางการเงิน หากกิจการประสบปัญหาทางการเงิน

คณะกรรมการ มีการติดตามดูแลให้กิจการประกอบธุรกิจด้วยความระมัดระวังอย่างใกล้ชิด ในกรณีที่กิจการมีแนวโน้มจะประสบปัญหา หรือมีแนวโน้มมีปัญหาทางการเงิน โดยจัดให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานทุกด้านของบริษัท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงเสนอคณะกรรมการ พร้อมทั้งกำกับดูแล ทบทวนและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบาย วิธีปฏิบัติมาตรฐานกลยุทธ์ และการชี้วัดความเสี่ยงโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งองค์กร รวมถึงการติดตามฐานะเงินกองทุน ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่กําหนดเพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่างๆ อยู่ในกรอบความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของบริษัท และรายงานให้คณะกรรมการทราบเป็นประจำ

หลักปฏิบัติที่ 7.4 จัดให้มีหน่วยงานลงทุนเพื่อทําหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อ สื่อสารระหว่างบริษัท กับผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้การสื่อสารและการเปิดเผยข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักปฏิบัติที่ 7.5 ส่งเสริมให้นําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลของบริษัท

คณะกรรมการพิจารณาให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งโดยผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัทสำหรับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่างๆของบริษัท อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

หลักปฏิบัติที่ 8 สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้ถือหุ้น(Ensure EngagementandCommunication with Shareholders)ประกอบด้วย 2 หลักปฏิบัติย่อย

หลักปฏิบัติที่ 8.1 การเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัท

  1. คณะกรรมการดูแลและตระหนักในทุกประเด็นที่สำคัญ ทั้งประเด็นที่ถูกกำหนดใน กฎหมาย และประเด็นที่อาจมีผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินงานของกิจการจะถูกบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณา และ/หรืออนุมัติในเรื่องสำคัญนั้นๆ
  2. คณะกรรมการมีการสนับสนุนการมีส่วนร่วมต่างๆ ของผู้ถือหุ้น
  3. คณะกรรมการส่งเสริมให้ใช้บัตรลงคะแนนเสียง และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นด้วยการใช้ Barcode ในการลงทะเบียน การลงคะแนนเสียง การนับคะแนน และแสดงผลเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ
  4. ประธานกรรมการเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นทำหน้าที่ดูแลให้การประชุมเป็นไปตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และข้อบังคับของบริษัทพร้อมทั้งเป็นผู้จัดสรรเวลาแต่ละวาระอย่างเหมาะสม และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นแสดงความเห็นและสอบถามต่อที่ประชุมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริษัทได้
  5. ไม่มีการเพิ่มวาระการประชุมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือนัดประชุม หรือแจกเอกสารเพิ่มเติมในที่ประชุม ซึ่งถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองได้
  6. กรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และสักขีพยานในการตรวจนับคะแนนร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นประจำทุกปี
  7. ก่อนเริ่มการประชุม ที่ประชุมจะแจ้งจำนวนผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม วิธีการประชุม การลงคะแนนและการนับคะแนนเสียง
  8. ในวาระการเลือกตั้งกรรมการ ประธานที่ประชุมจะให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการแต่งตั้งกรรมการเป็นรายบุคคล
  9. มีการใช้บัตรลงคะแนนเสียง และมีบุคคลที่เป็นอิสระเป็นสักขีพยานในการตรวจนับคะแนน และเปิดเผยผลการลงคะแนนเสียงที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง และบัตรเสียในแต่ละวาระให้ที่ประชุมรับทราบ พร้อมทั้งบันทึกไว้ในรายงานการประชุม

หลักปฏิบัติที่ 8.2 ดูแลให้การเปิดเผยมติที่ประชุม และรายงานการประชุมเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน

คณะกรรมการของบริษัทดูแลให้รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นมีการบันทึกข้อมูลที่สําคัญดังนี้

    1. รายชื่อกรรมการและผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุม และสัดส่วนที่กรรมการที่เข้าร่วม และที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
    2. วิธีการลงคะแนนและนับคะแนน มติที่ประชุม และผลการลงคะแนน
    3. ประเด็นคําถามคําตอบในที่ประชุม

จริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ

บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย บริษัทจึงได้จัดทำจริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ

จริยธรรมธุรกิจ(Code of Ethics)

บริษัทจะดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมทั้งต่อองค์กร บุคคลภายนอก และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

จรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct)

จรรยาบรรณธุรกิจ หมายถึง แนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินธุรกิจ และข้อพึงปฏิบัติในการทำงานบริษัทได้กำหนดแนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความชัดเจนเพียงพอที่ป้องกันการประพฤติปฏิบัติในทางที่ผิด เป็นแบบอย่างที่ดี และดำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรที่ต้องการให้กรรมการผู้บริหารและพนักงานประพฤติ ปฏิบัติงานภายใต้กรอบจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ เสมอภาคและเท่าเทียม ปฏิบัติตัวตามกฎหมายและยึดถือข้อบังคับของบริษัทเป็นสำคัญ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทบรรลุวัตถุประสงค์โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

จรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct)

แนวปฏิบัติของการบริหารจัดการที่ดี (Code of Best Practice) ประกอบด้วย

  1. แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการจัดการทั่วไป
    • พึงรำลึกเสมอว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นมิใช่มีพันธะและความรับผิดชอบต่อบริษัท กรรมการและผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของเท่านั้นหากยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้ร่วมงานสังคมและสิ่งแวดล้อมดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายพึงรับผิดชอบในผลงานของตนและของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
    • พึงใฝ่หาปรับปรุงเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของตน และพยายามศึกษาวิทยาการหรือวิชาการเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
    • ไม่มุ่งร้าย ทำลายหรือบั่นทอนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมต่อเกียรติคุณความก้าวหน้า หรือธุรกิจของผู้อื่น
    • ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยจริยธรรม คุณธรรมและมนุษยธรรมตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีและความเสมอภาคส่วนบุคคลเมื่อถูกขอร้องให้แสดงความคิดเห็นในงานของตน พึงให้ความคิดเห็นที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้
  2. แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ
    • พึงปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายอันชอบด้วยกฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เห็นแก่ประโยชน์อันมิควรได้ มีความจงรักภักดีและมิให้เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์หรือเกียรติคุณของบริษัท
    • ควรวางแผนงานกำหนดและวิเคราะห์เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งของหน่วยงานของตนเองและของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์องค์กรโดยคำนึงถึงคุณธรรมจรรยาบรรณตลอดจนวัฒนธรรมขององค์กร
    • ใช้ความเป็นผู้นำประสานงานและดำเนินการ โดยใช้ความรู้ความสามารถในวิชาชีพที่มีอยู่เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
    • พึงเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่โดยมีระบบการดำเนินงานที่มีมาตรฐานและการควบคุมที่ดีโดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ด้วยความระมัดระวังด้วยข้อมูลที่เพียงพอและมีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้
    • ส่งเสริมให้มีการติดต่อประสานงานและเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีมีระเบียบวินัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร
    • พึงเคารพ"ข้อมูลอันเป็นความลับ" ซึ่งได้รับทราบมาโดยตำแหน่งหน้าที่และไม่ใช้ข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือหน่วยงานที่ตนกำลังปฏิบัติงานอยู่หรือองค์กรที่เคยปฏิบัติงานมาก่อน
    • เมื่อมีผลประโยชน์ส่วนตนอื่นใดนอกเหนือไปจากที่ได้รับจากบริษัทควรเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อผู้บังคับบัญชาทันทีไม่ควรเกี่ยวข้องกับกิจการอื่นใดอันอาจขัดผลประโยชน์กับบริษัทหรืออาจบั่นทอนประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
    • พึงหามาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อการป้องกันและให้ความปลอดภัยต่อทรัพย์สินของบริษัทซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตน
    • ในการจะกล่าวหรือให้ข้อความอันใดต่อสาธารณชนจะต้องชี้แจงข้อมูลต่อไปนี้อย่างชัดแจ้ง
      กล่าวในฐานะส่วนตัวหรือตำแหน่งหน้าที่อื่นใด
      ข้อความหรือข้อคิดเห็นนั้นอาจเกิดผลประโยชน์ต่อบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดซึ่งตนมีส่วนได้เสียรวมอยู่ด้วยหรือไม่อย่างไร
  3. แนวปฏิบัติที่ดีต่อพนักงานในองค์กร
    • พนักงานของบริษัททุกคนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัทให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ
    • ควรพยายามหลีกเลี่ยงและขจัดการเข้าใจผิดในปัญหาอันสืบเนื่องจากเรื่องแรงงานสัมพันธ์ซึ่งจะก่อให้เกิดความบาดหมางต่อองค์กรหรือระหว่างบุคคล
    • พึงกระทำต่อผู้ร่วมงานอื่นโดยปราศจากอคติให้เกียรติซึ่งกันและกัน และปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยกความแตกต่าง เสริมสร้างการทำงานเป็นทีมและเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่กรรมการผู้บริหารและพนักงานด้วยกัน
    • พึงเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่และทุกข์สุขของผู้ร่วมงานอื่นโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นสำคัญ
    • พึงพิจารณาถึงความรู้ความสามารถทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานและส่งเสริมพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นทั้งนี้รวมถึงตำแหน่งของตน
    • พิจารณาค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นใดอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมสามารถเทียบเคียงได้กับธุรกิจประเภทเดียวกัน
  4. แนวปฏิบัติที่ดีต่อผู้ถือหุ้น
    • สนับสนุนให้ผู้ถือหุ้นรับทราบข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอและเหมาะสม โดยเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา
    • ตระหนักถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นทุกคน และมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มความสามารถ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืน
    • รายงานข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ และสถานภาพของบริษัทที่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้ผู้ถือหุ้นทุกรายทราบอย่างสม่ำเสมอ เท่าเทียมกันในเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการตัดสินใจ
    • ให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการเสนอข้อคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ผ่านช่องทางที่ระบุไว้บนเว็บไซต์บริษัทซึ่งทุกๆ ข้อคิดเห็นจะได้รับการพิจารณากลั่นกรองเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และแจ้งผลให้ทราบต่อไป
  5. แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับลูกค้า คู่ค้า คู่แข่งทางการค้า เจ้าหนี้ ภาครัฐ และบุคคลภายนอก
    บริษัทคำนึงถึงจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับลูกค้า คู่ค้า คู่แข่ง เจ้าหนี้และรัฐ โดยดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและความเสมอภาคโดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
    • แนวปฏิบัติต่อลูกค้า
      1. พึงปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่สมควร
      2. ไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าที่ตนได้ล่วงรู้มาเนื่องจากการดำเนินธุรกิจอันเป็นข้อมูลที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกค้า หรือเป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือเป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยหรือประชาชนโดยรวม
      3. ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้ต่อลูกค้าอย่างถูกต้องครบถ้วน ภายใต้ข้อบังคับและกฎหมาย และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดและ/หรือผิดสัญญากับลูกค้าแนวปฏิบัติต่อคู่ค้า
      4. ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและยั่งยืนระหว่างบริษัทกับคู่ค้าให้เป็นไปด้วยดี ประกอบด้วยไมตรีจิต และความพึงพอใจด้วยกันทุกฝ่าย นำมาซึ่งบริการที่มีคุณภาพถูกต้องรวดเร็วตรงความต้องการและมีประสิทธิภาพ
      5. พึงคัดเลือกคู่ค้าและคู่สัญญาที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบมีคุณธรรมและจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทุกรูปแบบ
      6. ปฏิบัติต่อคู่ค้าและคู่สัญญาทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้าและคู่สัญญา
      7. รักษาผลประโยชน์ร่วมกันกับคู่ค้า โดยปฏิบัติตามกฎหมายและกติกาที่กำหนดร่วมกันอย่างเคร่งครัด
      8. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลคู่ค้า เพื่อนำมาพัฒนาการประกอบธุรกิจระหว่างกันอย่างยั่งยืน
    • แนวปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้า
      1. พึงแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ในอันที่จะเป็นการบั่นทอนชื่อเสียงของคู่แข่งขันแนวปฏิบัติต่อเจ้าหนี้
      2. ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาที่มีต่อเจ้าหนี้อย่างเคร่งครัด ถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามกำหนดเวลา ทั้งในเรื่องการชำระเงินและเรื่องอื่นใดที่ตกลงไว้กับเจ้าหนี้อย่างเท่าเทียมกัน
      3. ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา ต้องรีบแจ้งให้เจ้าหนี้ทราบ พร้อมเหตุผล และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวแนวปฏิบัติต่อภาครัฐและบุคคลภายนอก
      4. ต้องแน่ใจว่าข่าว หรือข้อความที่จะแสดงออกสู่ภายนอกเป็นไปอย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมา ไม่ก่อให้เกิดการแนะแนวที่ผิดวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดีงาม ต้องเคารพนับถือในเกียรติส่วนบุคคล
      5. ต้องปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตและนโยบายและมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันโดยยึดหลักสุจริตธรรม ไม่ให้หรือรับสินบนไม่ว่าจะเป็นในรูปของขวัญหรือผลประโยชน์อื่นๆ และจะต้องไม่ยอมปฏิบัติในสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดการทุจริตติดสินบน ไม่กระทำการหรือช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องหรือการกระทำการอันเกี่ยวกับทรัพย์โดยทุจริต หรือการกระทำอันเป็นภัยต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนไม่ปกปิดหรือมีส่วนในการยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำดังกล่าว
      6. จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างครบถ้วน และป้องกันการทุจริต
    • แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม
      บริษัทดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย การดำเนินธุรกิจของบริษัทคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
      1. สนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและการพัฒนาชุมชน และดำเนินธุรกิจไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
      2. พึงใช้ทรัพยากรตามหลัก 3R ได้แก่
        2.1. Reduce ลดการใช้
        2.2. Reuse การใช้ซ้ำ
        2.3. Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่
        ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต
      3. พึงอนุรักษ์ปรับปรุงบำรุงรักษาซึ่งอาคาร สถานที่และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย งดงาม และถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ
      4. พึงรักษาและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดต่ออาคารสถานที่และสภาวะแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

จรรยาบรรณกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท

ความรับผิดชอบในหน้าที่

คณะกรรมการตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน รับทราบและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ภายใต้กรอบจรรยาบรรณและการดำรงตนอยู่ได้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จึงได้กำหนดเป็นจรรยาบรรณ ดังนี้

  • กรรมการ และผู้บริหาร
    1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ซื่อสัตย์ สุจริต โดยปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับบริษัทประกาศที่เกี่ยวข้องและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    2. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท รวมถึงการ
      เข้าประชุมทุกครั้งยกเว้นกรณีที่มีเหตุจำเป็น
    3. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง โดยในการประชุม กรรมการและผู้บริหารไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสีย
    4. ปฏิบัติหน้าที่โดยดำเนินการกับความขัดแย้งของผลประโยชน์ด้วยความรอบคอบ และมีเหตุผล โดยยึดถือประโยชน์ของบริษัท เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใส
    5. มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการเป็นประจำทุกปี
  • พนักงาน
    1. สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจการของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดผลดีและความเจริญก้าวหน้าแก่บริษัทและพนักงาน
    2. ปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบาย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบและประกาศต่างๆที่เกี่ยวข้อง
    3. ปฏิบัติต่อผู้มาติดต่อด้วยกิริยามารยาท อัธยาศัยอันดีงาม และการบริการที่เป็นเลิศ รักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัท
    4. รักษาความลับทางการค้า และไม่นำข้อมูลภายในของบริษัทเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก
    5. ห้ามกู้ยืมเงินจากลูกค้า ผู้เกี่ยวข้องกับลูกค้า หรือผู้ทำธุรกิจกับบริษัท เว้นแต่เป็นการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน
    6. ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา
    7. ยึดมั่นในการทำงานเป็นทีม ช่วยเหลือ สามัคคี และเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของบริษัทและพนักงาน
    8. ปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานด้วยความมีน้ำใจและมนุษยสัมพันธ์อันดีไม่กล่าวร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความจริง รวมทั้งไม่นำผลงานของบุคคลอื่นมาอ้างเป็นผลงานตนเอง
    9. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยอาศัยหน้าที่การงานที่ทำกับบริษัท
    10. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่องานหรือทรัพย์สินของบริษัท
    11. ปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองดีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้สิทธิทางการเมืองอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน

การดูแลรักษาทรัพย์สินของบริษัท

คณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลการใช้ทรัพย์สินของบริษัทและทรัพย์สินภายใต้การดูแลของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • ใช้ทรัพย์สินในการดำเนินธุรกิจโดยไม่นำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลภายนอก
  • ปกป้องผลประโยชน์และดูแลทรัพย์สินมิให้สูญหายชำรุดหรือนำไปใช้ในทางที่ผิดเสมือนวิญญูชนพึงรักษาทรัพย์สินของตนเอง ขจัดการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้
  • ดำเนินการให้มีการประกันภัยในวงเงินที่เพียงพอต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน
  • ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ อันมีลักษณะเป็นการเข้าถึงระบบหรือข้อมูลของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันการดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเป็นการรบกวนข้อมูลของบุคคลอื่น อันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และจัดให้มีการรักษาความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สอดคล้องตามมาตรฐานสากล
  • ใช้อีเมลและอินเทอร์เน็ตที่จัดให้ เพื่อธุรกิจของบริษัทอย่างระมัดระวัง และไม่นำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัท
  • เก็บรักษาและไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้รหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งานระบบสารสนเทศต่างๆ ของบริษัท
  • ไม่นำทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทไปทำซ้ำ ดัดแปลงหรือกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ของผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
  • รายงานต่อผู้บังคับบัญชา เมื่อพบเห็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิ หรืออาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิหรือการกระทำที่อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท
  • ดูแลให้มีการจัดเก็บเอกสารที่สำคัญของบริษัทให้ครบถ้วนตามเวลาที่กฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดและเมื่อพ้นช่วงระยะเวลาที่ต้องเก็บรักษาเอกสารแล้ว ให้พนักงานที่เกี่ยวข้องต้องดูแลให้มีการทำลายด้วยวิธีที่เหมาะสม

การแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียน

คณะกรรมการเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในการแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียน เมื่อพบเรื่องที่อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมาย การทุจริตหรือประพฤติมิชอบของพนักงานในบริษัท ตลอดจนพฤติกรรมที่อาจเป็นปัญหาและก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท รวมทั้งการรับข้อร้องเรียนในกรณีที่พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยผ่านช่องทางและกระบวนการที่บริษัทกำหนดบริษัทจะรับฟังและดำเนินการกับทุกข้อร้องเรียนอย่างเสมอภาคโปร่งใสและเป็นธรรม โดยมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนที่เป็นระบบและยุติธรรม ข้อมูลของผู้ร้องเรียนจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับของบริษัท โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน ดังนี้

  • ผู้ร้องเรียนสามารถเลือกที่จะไม่เปิดเผยตนเองได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยนั้นจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรือความเสียหาย
  • บริษัทจะเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นความลับ และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนที่เป็นพนักงาน รวมถึงผู้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะได้รับความคุ้มครองจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากสาเหตุแห่งการแจ้งข้อร้องเรียน เช่น รบกวนการปฏิบัติงาน เปลี่ยนตำแหน่งงาน เลิกจ้าง เป็นต้น

การวินิจฉัยข้อสงสัย

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบและให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้รับทราบเข้าใจและปฏิบัติงานตามจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ หากจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ไม่ครอบคลุมในกรณีใดๆ หรือหากยังมีข้อสงสัย ไม่สามารถปฏิบัติหรือตัดสินใจได้ ให้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นในกรณีที่มีข้อขัดแย้งให้ถือคำวินิจฉัยของกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการเป็นที่สิ้นสุด


นโยบายความยั่งยืน

บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์หลักที่จะดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี สร้างคุณค่าแก่ธุรกิจประกันชีวิต ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรสืบไปโดยมีนโยบายความยั่งยืน ดังนี้

  • ดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย
  • กำหนดกลยุทธ์และรูปแบบในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจัยการเปลี่ยนแปลงโอกาส และความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักขององค์กร รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย
  • ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจสร้างความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย โดยคำนึงถึงจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวเพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
  • ติดตามดูแลการจัดสรรทรัพยากรและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยคำนึงถึงผลกระทบของการใช้ทรัพยากร การพัฒนาทรัพยากรตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) และการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในและภายนอกอยู่เสมอ
  • เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ทั้งข้อมูลทางการเงินและไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจโดยตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ให้ความสำคัญถึงคุณค่าของชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ทั้งยังดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานให้มีความสุขในการทำงาน โดยบริษัทได้กำหนดแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ดังนี้

  • ปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ สีผิว การศึกษา ชาติตระกูล หรือสถานะอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
  • เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการทำงาน ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของบริษัท
  • ให้การดูแลข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน โดยถือเป็นความลับ ไม่เปิดเผยหรือส่งข้อมูลไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ใช้หลักความยุติธรรมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับค่าจ้างและผลประโยชน์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • ไม่สนับสนุนกิจการที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเพศและชนชั้นไม่ใช้แรงงานเด็กและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
  • ไม่ละเลย เพิกเฉยเมื่อพบเห็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท โดยต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรือแจ้งไปยังช่องทางที่กำหนดไว้ (Whistleblowing)
  • ผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถือเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณและจริยธรรมธุรกิจของบริษัท โดยจะถูกพิจารณาลงโทษทางวินัยตามกฎระเบียบบริษัทต่อไป

นโยบายการดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดและการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

คณะกรรมการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการให้เป็นไปตามจริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ นโยบายการกำกับดูแลกิจการนโยบายการควบคุมภายใน นโยบายและมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน ตลอดจนนโยบายและระเบียบอื่นใดที่เกี่ยวข้อง โดยผู้บังคับบัญชาของฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงฝ่ายบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์และฝ่ายบริหารจะเป็นผู้ให้การสนับสนุน ดูแล รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามนโยบายของบริษัทรวมถึงกำกับดูแลให้คำปรึกษาและให้ความเป็นธรรมแก่พนักงานหรือผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพื่อให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ ซื่อสัตย์สุจริต ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและไม่ให้มีการกระทำผิด การทุจริตคอร์รัปชัน หรือการละเมิดสิทธิ์ใดๆ เกิดขึ้นในบริษัท หากพนักงานบุคคลภายนอกหรือผู้มีส่วนได้เสียถูกปฏิบัติหรือพบเห็นการปฏิบัติอันขัดต่อนโยบายที่บริษัทมุ่งมั่นดังกล่าวบริษัทได้กำหนดนโยบายการดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลไว้รองรับดังนี้

  • บริษัทจัดให้มีช่องทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้สะดวกรวมถึงกระบวนการจัดการข้อร้องเรียน(Whistleblowing System)เพื่อให้พนักงานบุคคลภายนอกหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องเรียนถึงความเสียหายที่ตนได้รับหรือแสดงข้อกังวล/รายงานสถานการณ์ที่มีข้อสงสัย ตลอดจนแจ้งเบาะแสการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรวมถึงสามารถขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตาจริยธรรมทางธุรกิจและนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ข้อมูลที่รับแจ้งถือเป็นความลับ ผู้ให้ข้อมูลและผู้ที่ให้ความร่วมมือแก่บริษัทในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะได้รับการคุ้มครองไม่ถูกลงโทษและไม่ได้รับผลกระทบในทางลบจากการร้องเรียนหรือการแจ้งเบาะแส“การกระทำผิด (Misconduct)” หมายถึงการทุจริตคอร์รัปชัน การฉ้อฉล การละเมิดกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่หน่วยงานกำกับดูแลภายนอกกำหนด และ/หรือการละเมิดจริยธรรมทางธุรกิจ นโยบาย มาตรการ ระเบียบ ขั้นตอนปฏิบัติที่บริษัทกำหนด
    1. การทุจริต หมายถึง การกระทำหรือละเว้นการกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้หรือชอบด้วยกฎหมายแก่ตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3ประเภท ได้แก่
      • การคอร์รัปชัน(Corruption)คือ การกระทำที่ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินสด สิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดแก่ ภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทเอกชน เจ้าหน้าที่บริษัทเอกชน เพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ และมีเจตนาเพื่อซื้อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมหรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจรวมถึงการให้หรือรับสินบน (Bribery) การช่วยเหลือทางการเมือง (PoliticalContribution) การขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict ofInterest)การข่มขู่/การเรียกร้องผลประโยชน์ (EconomicExtortion) การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)
      • การละเมิดในทรัพย์สินของบริษัท (Asset Misappropriation)คือ การนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนได้แก่การยักยอกเงินหรือทรัพย์สิน (Theftof Cash/Inventory/Other Asset) การเบิกจ่ายโดยใช้ข้อมูลเท็จ (Fraudulent Disbursements)การใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์ (Misuse)
      • การตกแต่งรายงานทางการเงิน (Financial Statement Fraud)คือ การแสดงรายงานสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง (Over/Understatement) การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน(Information Asymmetry)
    2. การฉ้อฉล หมายถึง การกระทำหรือการละเว้นการกระทำโดยทุจริต เจตนาหลอกลวง เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่มิควรได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าผู้ได้รับประโยชน์จากการฉ้อฉลเป็นผู้กระทำเองหรือบุคคลอื่นเป็นผู้กระทำก็ตามซึ่งได้แก่ การเปิดเผยข้อความเท็จ หรือปิดบังข้อความจริง หรือปกปิดข้อมูลที่ควรได้รับการเปิดเผย
      • บริษัทจัดให้มีมาตรการ /ระเบียบ /แนวทาง /ขั้นตอนปฏิบัติประกอบนโยบายนี้ที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสื่อสารแก่พนักงาน บุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้รับทราบและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
      • กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนจะไม่ละเลยหรือเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยจะต้องแจ้งเบาะแสไปยังช่องทางที่บริษัทกำหนดไว้และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

แนวปฏิบัติประกอบการดำเนินนโยบาย
การดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดและการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

เกณฑ์ข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดที่จะได้รับการพิจารณาตอบสนองจัดการ

บริษัท พึงดูแลตอบสนองข้อมูลที่แจ้งเข้ามาตามลำดับความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายและข้อบังคับตลอดจนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยกำหนดเกณฑ์ข้อร้องเรียน/เบาะแสที่บริษัทจะพิจารณาตามนโยบายฉบับนี้ มีดังนี้

  • ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีหรือจริยธรรมธุรกิจของบริษัทซึ่งรวมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน
  • ข้อร้องเรียนหรือข้อมูลที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นเกี่ยวกับการฉ้อฉล ฉ้อโกง หรือปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่เกิดจากภายในซึ่งกระทำโดยกรรมการผู้บริหารหรือพนักงานของบริษัทและที่เกิดจากภายนอกซึ่งกระทำโดยลูกค้า บริษัทนายหน้าประกันชีวิตหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นอันจะทำให้บริษัทเสียหายหรือสูญเสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับ
  • ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกฎหมายหลักเกณฑ์และข้อกำหนดต่างๆที่บริษัทจะต้องปฏิบัติตาม
  • ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับนโยบายการดำเนินงานและนโยบายบัญชีและการเงินของบริษัทที่กำหนดไว้แล้ว
  • ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรายการเกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์(Conflict of Interest)หรือรายการเกี่ยวโยง (Connected Transaction)
  • ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับงบการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบหรือมีการตกแต่งรายงานทางการเงิน
  • ข้อร้องเรียนอื่นๆตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการตรวจสอบกำหนดเพิ่มเติม

ช่องทางร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิด

บริษัทได้ประกาศแจ้งช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อเป็นช่องทางให้พนักงาน นักลงทุนบุคคลภายนอก กรรมการ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสามารถแจ้งข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดที่เข้าข่ายเกณฑ์การพิจารณาตามข้อ1โดยจัดทำเป็นจดหมายหรืออีเมลส่งถึงประธานคณะกรรมการตรวจสอบผ่านทางเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบตามที่อยู่ดังนี้

  • จดหมายจ่าหน้าซองถึงเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบมายังสำนักงานของบริษัท
  • อีเมล serviceinsure@sahalife.co.th , saha@sahalife.co.th

วิธีการแจ้งข้อมูล

  • ผู้ให้ข้อมูลควรแจ้งข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดตามช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่กำหนดไว้พร้อมทั้งระบุตัวตนของผู้แจ้งอย่างชัดเจน ได้แก่ ชื่อผู้ร้องเรียน เรื่องร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และข้อมูลการติดต่อกลับ โดยบริษัทขอสงวนสิทธิ์อาจไม่รับพิจารณาข้อร้องเรียนที่มาในรูปของบัตรสนเท่ห์
  • ผู้ให้ข้อมูลควรระบุชื่อบุคคลและเหตุการณ์ที่ต้องสงสัยตลอดจนรายละเอียดที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวมทั้งจำเป็นต้องแจ้งชื่อผู้ให้ข้อมูลและวิธีการติดต่อกลับเช่นอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจไม่มีเจตนาในการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือต่อบริษัทนโยบายการดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลบริษัท

การดำเนินการของบริษัท

  • เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนและกลั่นกรองข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1 และให้ข้อมูลที่เพียงพอหรือไม่พร้อมทำความเห็นเสนอต่อประธานคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณาสั่งการเบื้องต้นว่ามีมูลเพียงพอให้ดำเนินการสอบสวนต่อหรือไม่ในกรณีที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าเรื่องที่ได้รับแจ้งนั้นมีมูลเพียงพอให้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานสอบสวนที่ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งตอบรับพิจารณาเรื่องร้องเรียนหรือตอบขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ร้องเรียนภายใน 7 วันทำการนับจากวันที่ได้รับเรื่องร้องเรียน
  • หน่วยงานสอบสวนที่รับเรื่องต้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลการสอบสวนซึ่งรวมถึงแนวทางแก้ไขหรือบทลงโทษ(หากมี)ภายใน 90 วันยกเว้นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย
  • เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบนำรายงานผลการสอบสวนและบทลงโทษ (หากมี)เสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อพิจารณาสั่งการภายใต้กรอบของกฎระเบียบของบริษัท และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบแจ้งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงและผลการดำเนินการไปยังผู้แจ้งร้องเรียนภายใน 7วันทำการนับจากวันที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบตามข้อ 4.3
  • ห้ามมิให้เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยงานสืบสวนให้ข้อมูลการแจ้งเรื่องร้องเรียน การดำเนินสืบสวน และผลการสืบสวนแก่ผู้ที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการ และ/หรือผู้บริหารระดับสูง โดยในกรณีนี้ให้แจ้งไปยังประธานคณะกรรมการตรวจสอบโดยตรง

การรักษาความลับและการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

  • บริษัทจัดให้มีการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องเรียน/ผู้ให้ข้อมูลที่กระทำโดยเจตนาสุจริต โดยจะคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ให้ข้อมูลไม่ให้ได้รับผลกระทบในทางลบรวมถึงปกปิดชื่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลใดๆ ไว้เป็นความลับ โดยห้ามมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามคำสั่งศาล หรือหน่วยงานกำกับดูแล
  • พนักงานบริษัทที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใส ปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชัน และปฏิบัติตามนโยบายของบริษัทจะได้รับความคุ้มครองไม่ให้ถูกลงโทษไม่เลิกจ้างไม่ลดตำแหน่งงาน ไม่ปรับเปลี่ยนลักษณะงาน/สถานที่ทำงานให้ด้อยลงไม่พักงานไม่ปล่อยให้มีการข่มขู่/รบกวนการปฏิบัติงาน แม้การกระทำนั้นจะส่งผลให้บริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจก็ตาม
  • ห้ามมิให้ผู้บริหารหรือพนักงานบริษัทเลิกจ้าง พักงาน ลงโทษทางวินัย หรือข่มขู่ว่าจะดำเนินการต่างๆ จากการที่พนักงานได้ร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิด หากผู้ใดกระทำการดังกล่าวจะถูกลงโทษทางวินัย
  • ผู้ร้องเรียน/ผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกระทำการตามข้อ 5.3สามารถแจ้งร้องเรียนได้ตามช่องทางการร้องเรียนที่กำหนดไว้

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  • คณะกรรมการ/คณะกรรมตรวจสอบ/ ฝ่ายบริหาร
    สอบทานให้บริษัทมีนโยบายดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดและการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล รวมถึงกำกับดูแลให้บริษัทปฏิบัติตามนโยบายอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นโยบายการดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลบริษัท เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ
  • เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ
    1. ดูแลช่องทางรับข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และให้คำปรึกษาเรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติ
    2. รับข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด มากลั่นกรองและคัดแยกเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน
    3. กำกับดูแลให้มั่นใจว่าทุกเรื่องร้องเรียนและเบาะแสที่เข้าหลักเกณฑ์และมีข้อมูลเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาตอบสนองจัดการตามนโยบายฉบับนี้
    4. แจ้งสถานะความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการให้ผู้ร้องเรียน/ผู้แจ้งเบาะแสทราบเพื่อแสดงถึงการให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่ได้รับ
    5. รายงานผลการปฏิบัติงานตามนโยบายให้คณะกรรมการตรวจสอบทราบ
  • หน่วยงานสอบสวน
    • หน่วยงานสอบสวนคือหน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถในการวินิจฉัยข้อร้องเรียน/เบาะแสแต่ละประเภท ได้แก่ ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายตรวจสอบภายในหรือบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้รับการมอบหมายจากประธานคณะกรรมการตรวจสอบ หรือจากกรรมการให้เป็นกรรมการสอบสวนแล้วแต่กรณีและต้องเป็นอิสระจากกิจกรรมที่ดำเนินการสอบสวน
    • ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงจัดทำรายงานผลการสอบสวนและเสนอบทลงโทษ (หากมี) กลับไปยังเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ แล้วรายงานต่อประธานคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณาบทลงโทษ และรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบต่อไป

การจัดทำทะเบียนและการรายงาน

  • การจัดทำทะเบียนเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่จัดทำทะเบียนรับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสการกระทำผิด และจัดทำรายงานสรุปการรับแจ้งข้อมูลการกระทำผิดทั้งหมดของบริษัททั้งที่ได้พิจารณาแล้วหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวน ให้คณะกรรมการตรวจสอบทราบ
  • การรายงาน
    1. ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตฉ้อฉลคอร์รัปชันให้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงและผลการดำเนินการต่อประธานคณะกรรมการตรวจสอบทราบทันทีที่สรุปผลการสอบสวนกรณีที่เกิดเหตุการณ์หรือการกระทำใดซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อฐานะการเงินผลการดำเนินงานหรือชื่อเสียงของบริษัทให้คณะกรรมการตรวจสอบรายงานต่อฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่เหมาะสมโดยไม่ชักช้าตามที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควรหากฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการไม่ดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบกำหนดให้กรรมการตรวจสอบรายงานการกระทำดังกล่าวต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทราบ
    2. ข้อร้องเรียนนอกจากข้อ 1. ให้รายงานสรุปผลการรับเรื่องร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิดต่อคณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำทุกปี

การทบทวนนโยบาย

บริษัทจะจัดให้มีทบทวนนโยบายการดูแลข้อร้องเรียน/เบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลเป็นประจำทุกปีทั้งนี้ หากผู้ร้องเรียนประสงค์จะร้องเรียนผ่านทางช่องทางอื่นนอกเหนือจากช่องทางและกระบวนการที่บริษัทได้กำหนดขึ้นตามนโยบายฉบับนี้ สามารถร้องเรียนมายังประธานกรรมการผ่านทางเลขานุการสำนักงานคณะกรรมการ โดยส่งจดหมายจ่าหน้าซองถึงเลขานุการสำนักงานคณะกรรมการมายังสำนักงานของบริษัทหรืออีเมล serviceinsure@sahalife.co.th, saha@sahalife.co.th